ลูกตั้งใจไปเรียนหนังสือ แล้วอย่าเกเร นะลูก
ถึงแม่จะลำบากแค่ไหน แต่ลูกต้องได้เรียนนะลูก..
ต้นฉบับข้อความ fb.com ............ ........... .....................
นี่เป็นคำบรรยายประกอบภาพ ที่นายคนนี้เขียนไว้ เมื่อผมเห็นภาพนั้น ถึงกับพูดไม่ออก ภาพเก่าๆสมัยเด็กๆก็ลอยมาเต็มหัว ถึงแม้จะเป็นแค่ความทรงจำแบบจางๆ .... ภาพแห่งความลำบาก ชีวิตครอบครัวชนบท เด็กบ้านนอก.... เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็กน้อยจำไม่ได้ว่า ได้ตังค์ไปโรงเรียนไปกี่บาท มันไม่ได้บันทึกในความทรงใจเท่าใดนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังจำได้ดี ครั้งที่เข้า ม.1 ใหม่ๆ แม่ซื้อกางเกงสีกากีให้ 2 ตัว พร้อมด้วยเตารีด ด้วยความที่ไม่เคยรีดผ้า เราไม่รู้จะปรับความร้อนเท่าไหร่ ยังไงดี จำไม่ได้ว่าปรับไปที่เลขอะไร แต่ภาพที่มันออกมาปลายความทรงจำนั้น คือ ผมรีดกางไหม้ไปหนึ่งตัว กลัวแม่ตีเลยเอากางเกงนั้นไปซ่อน แล้วก็ใส่กางเกงตัวเดียวที่เหลืออยู่ไปโรงเรียนทุกวัน และต้องซักตอนหลังเลิกเรียนทุกวัน
.................. ... . ลืมกล่าวเมื่อครั้งที่ผมยังเรียนอยู่ประถม หก ผมเป็นคนที่สนใจเล่นดนตรีมากๆ ไม่รู้สิอาจเป็นที่ต้นตระกูลกระมัง ปู่เป็นหมอแคน พ่อเป็นหมอพิณ น้องพ่อเป็นนักดนตรีเล่นตามร้านอาหาร (เล่นกีตาร์) ผมเลยอยากเล่นกีตาร์บ้าง แต่พ่อไม่มีตังค์ซื้อให้ แต่มีข้อเสนอที่น่าสนใจ พ่อบอกว่า ถ้าผมสอบได้ที่หนึ่ง จะขอกีตาร์อา (น้องพ่อที่เล่นดนตรี) มาให้ผม ...... ผมรู้สึกตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก รู้ไช่ไหมอาการตื่นเต้นที่อยู่ในความทรงจำแบบนี้มันมีความสุขแค่ไหน ผมตั้งใจเรียนสอบได้เกรดสี่เกือบทุกตัว และแล้วผมก็สอบได้ที่หนึ่งจริงๆ ผมได้กีตาร์สมใจ ยี่ห้อตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่า Epiphone by Gibson มันหรูหราขนาดไหน เพิ่งมารู้ตอนโตว่ามันไม่ธรรมดาเลย .. ปัจจุบันกีตาร์ตัวนั้นเจ้าของขอคืนเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ
เมื่อโตขึ้น ก็อยากได้กีตาร์ไฟฟ้า เหมือนเดิมครับ พ่อไม่มีตังค์ซื้อให้ เชื่อรึเปล่าว่าผมต้องไปตัดอ้อยรับจ้างทุกเสาร์-อาทิตย์ และช่วงปิดเทอมเพื่อหาเงินไปซื้อกีตาร์ไฟฟ้า ตอนนั้นไปดูราคาตามโรงรับจำนำราคาก็ประมาณ 3,900 บาท ลองนึกดูว่า อ้อยสองมัด = เงินหนึ่งบาท (1 มัดต้องมีอ้อย 12 ต้น ) ผมจะต้องตัดอ้อยกี่มัดถึงจะได้เงินครบ 3,900 บาท เพื่อจะได้ซื้อกีตาร์ไฟฟ้า
เมื่อผมจบมัธยมก็ต้องเรียนต่อ เด็กบ้านนอกจะไปรู้อะไร ว่าต้องไปเรียนสายไหน .... (จำได้ว่าตอนเด็กครูจะถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบ คือ อยากเป็นครูคร่าาบบ ค่าาา ทั้งห้อง) มีโรงเรียนพาณิช เทคโนฯ ไปแนะแนวมากมาย ในที่สุดผมเลือกเรียนสายอาชีพ สาขา เทคนิคคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นคุยกับเพื่อนฝูง มี ไอ้เดี่ยว ไอ้ดุลย์ หนึ่งในคำสนทนา "เราว่าเรียนคอมฯ น่าจะดีน่ะเพราะสมัยนี้ คอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุดแล้ว" ส่วนเพื่อนร่วมห้องหลายๆคนเลือกเรียน สาขาช่างยนต์ มีไอ้ผ่อง (มันให้เรียกว่า ไอ้ศักดิ์ ตอนที่เรียนอยู่อาชีวะ ) และ ไอ้นาย
เพื่อนๆทั้งหมด 5 คนตัดสินใจเรียนที่เดียวกัน เพราะได้ทุนเรียนฟรี คือ ทุนนักดนตรีของโรงเรียน
ภาพเพื่อนๆสมัยเรียนมัธยม ขอบคุณ บักกี่หล่น ที่ไปค้นหาภาพเก่าๆให้ ผมคนซ้ายมือสุดในภาพ
ปัจจุบันทุกคนก็แยกย้ายกันทำงาน บอกไว้เลยมีคนทำงานในสายอยู่ไม่กี่คน คือ ผม และ ไอ้เดี่ยว ส่วนเพื่อนที่เรียนสาขา ช่างยนต์มีคนหนึ่งที่ได้ทำงานตรงสาย คือ ไอ้นาย ตอนนี้เป็นช่างเครื่องไปตามเรือขนส่งสินค้า ที่สนุก คือ เที่ยวรอบโลก ส่วน ไอ้ผ่อง (ไอ้ศักดิ์) ปัจจุบันเป็นพ่อค้า ไอ้ดุลย์ (จบช่างคอมฯ หามันใน facebook ไม่เจอ..) ทำงานโรงงาน ..... เพื่อนๆที่ไม่ได้กล่าวถึงก็ไม่ต้องน้อยใจไป มีโอกาสเขียนถึงแน่นอน รู้สึกว่าเมื่ออายุมากขึ้นไม่มีเวลาให้กับเพื่อนๆ เหมือนวันเก่าๆ ชีวิตมันก็เป็นเช่นนี้แหละ
บางครั้งก็เกิดคำถามในใจตลอดเวลา จริงๆแล้วชีวิตเรา จุดมุ่งหมายสูงสุดคืออะไร เป็นยอดมนุษย์ เก่ง เกรียน กาก กระหายเงิน.. เก่งกว่าคุยทับคนที่ด้อยกว่า ....... คงมีผู้คนอีกมากมายเหมือนๆกับผม ที่ยังคงหาคำตอบของชีวิต ไขว่คว้าหาความเท่าเทียม เรียนเมืองกรุงเก่งกว่าบ้านนอก ฝากความหวังจากชั่วอายุคนๆหนึ่งไว้กับชั่วอายุคนในยุคหน้า อย่าให้เหมือนยุคของตน เมื่อโลกยังหมุน ไม่มีวันที่สิ่งเก่าๆกลับมาเหมือนเดิม ไม่มีวันที่ฝนตกจะมีกลิ้นไอดินที่เคยหอม จะหอมเช่นเดิม ท้องนากลายเป็นปูน คนถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ มนุษย์คุยกับคนแปลกหน้ามากกว่าคนในครอบครัว ชีวิตใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าลิขสิทธิ์อีกต่อไป.... ไม่มีผู้คนที่ศรัทธาใน IE จะหวนกลับไปเชื่อในสิ่งนั้นอีกต่อไป ไม่มีปรีดี ไม่มีศาสนา ไม่มีอุดมการณ์ใดที่ศักดิ์สิทธิ์ กูเพื่อนผ้องญาติมิตร นั้น คือ อดุมการณ์จริงๆ ไม่มี ... และไม่มี ไม่มี
จริงๆแล้ว ชีวิต มันไม่ยืนยาวอะไรมากหรอก .... สวัสดี
